|
ในการฝึกใจ
เราจำต้องจับสติให้ได้เสียก่อน และคอยรักษาให้มันแนบอยู่กับใจ
ต่อเนื่องกันทุกๆ ขณะ เท่าที่สามารถทำได้ ถ้าเพิ่มปริมาณ
และคุณภาพสติให้มีมากได้เพียงใด การฝึกใจก็จะได้ผลงอกงามแน่นอน สม่ำเสมอ
เพียงนั้น
การตระเตรียมใจเพื่อสมาธินั้น
ก็มีพอสรุปเป็นแนวทางได้ ดังนี้ คือ เมื่อทราบแล้วว่า สมาธิ คือ
ความแน่วนิ่งของใจ เราต้องการให้ใจของเราแน่วนิ่ง มากที่สุดที่จะมากได้
และต่อเนื่องกันตลอดเวลา เท่าที่สามารถทำได้
ไม่ใช่เฉพาะช่วงเวลาที่มานั่งสมาธิเท่านั้น
หรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่กำหนดไว้
เมื่อต้องการให้ใจนิ่ง
ก็มานึกเปรียบเทียบดูว่า ถ้าเรามีน้ำอยู่ขวดหนึ่ง
เป็นน้ำที่ไม่ได้กรองตะกอนออก วันทั้งวันก็จับมันสะพายเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา
ขึ้นเขาลงห้วยอยู่ตลอดเวลา ครั้นถึงเวลากลางคืน เราสวดมนต์เราลงนั่งสมาธิ
เปรียบเสมือนเอาขวดน้ำวางลง แล้วเราจะสั่งให้น้ำจงนิ่ง ให้สนิทเดี๋ยวนั้น
มันเป็นไปไม่ได้ เพราะมันก็ยังมีแรงเฉื่อย จากการที่ถูกเหวี่ยงมาทั้งวัน
ทำให้ตะกอนยังกระเพื่อมลอยอยู่
ความคิดนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เพราะเวลาที่เผลอไปช่วงนิดเดียว เราคิดไปได้รอบจักรวาล
คิดเผาผู้คนให้วอดวาย ไปตามความคิดของเรา
อาจไม่มีคนหลงเหลือเลยในโลกนี้ก็ได้
เมื่อสำรวจความคิดแล้ว
ชนวนถัดไปก็เป็นวาจา ยิ่งในแวดวงของพวกเรา การทะเลาะเบาะแว้ง
จะลุกลามไปใหญ่โต ก็เพราะวาจานี้แหละ เราก็ค่อยๆ กวดขันตัวเองให้รอบคอบ
เวลาจะพูด ถือสิ่งนั้นเป็นความจริง เราก็ไตร่ตรองให้ละเอียดต่อไปว่า
พูดแล้วเกิดสาระหรือไม่
สำหรับการสำรวมกายนั้น คงไม่เป็นปัญหา
เพราะปกติเราก็สำรวมกันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ขอเรียนย้ำ เรื่องการสำรวมวาจา
และความคิด ถ้าเราระวังไม่ให้เกิดการแตกของใจ พยายามรวมไว้เป็นหนึ่งเดียว
หรือถ้าจะกระเพื่อมบ้าง ก็เล็กน้อย แล้วรีบจับมันกลับมาเป็นปัจจุบัน
มันก็จะรักษาง่าย เมื่อใดที่มีเวลาว่าง แม้เพียงนิดเดียว เช่น
ตอนพักกลางวันระหว่างคอยอาหาร ขณะนั่งเฉยๆ น้อมสติ กำหนดให้รู้เท่าทันใจ
ใจจะสงบจากอารมณ์ทั้งปวง เป็นสมาธิขึ้นมาแล้ว
การทำสมาธิ จะใช้วิธีไหนก็ได้
คำบริกรรมไม่ได้มีความหมายด้วยตัวของมัน มันทำหน้าที่เป็นเพียงแต่
ทุ่นให้ใจไปเกาะผูกพันไว้เท่านั้น เพราะถ้าใจอยู่เฉยๆ
มันจะแล่นไปปรุงคิดเรื่องโน้น คิดเรื่องนี้
ไม่มีเวลาสงบนิ่งเป็นอารมณ์เดียว
เราไม่เคยเห็นใจเวลาสงบนิ่ง
หากจะเปรียบเทียบ ก็เหมือนกับเรามองแก้วที่ทั้งบางทั้งใส บางครั้งมองแล้ว
มันหลอกตาเหมือนไม่มีอยู่ ทั้งๆ ที่มีอยู่ จึงเป็นของยาก
ที่จะกำหนดดูใจให้นิ่ง ด้วยตัวของมันเอง เราจึงมองหาอะไรเติมลงไป
ในในแก้วที่บางใสนั้น จะเป็นพุทโธ สัมมาอรหัง ลมหายใจ มนตรา
หรืออะไรก็ได้ที่ใจของเรารู้สึกว่า เมื่อนึกถึงคำนั้น แล้วใจผูกพัน
พอใจเกาะอยู่กับมันได้โดยไม่เบื่อ ไม่รำคาญ
และในที่สุดแม้ไม่มีอะไรเติมลงมา ก็สามารถกำหนดเห็นแก้วใสๆ คือ
ใจอันนั้นของเราได้ชัดเจน โดยทีไม่ลื่นหลุดไปจากสติเลย
เราก็ปล่อยให้มันสงบนิ่งอยู่กับความนิ่งนั้น นั่นคือสมาธิที่ปรารถนา
แรกๆ ที่เรายังไม่รู้จักประคองเลี้ยง
ให้ใจสงบต่อเนื่องได้นาน พอสงบได้สักครู่มันจะค่อยถอนขึ้นมา
เราก็เอาคำบริกรรมเติมลงไปใหม่ ไม่ไปคิดถึงเรื่องอื่นๆ
เมื่อถึงกำหนดจะถอนจากสมาธิ ให้ถอนออกมาช้าๆ แล้วมากำหนดอยู่กับคำบริกรรม
อีกสักสองสามนาที แล้วจึงถอนออกมาเป็นใจปกติ
หากระหว่างกำหนดอยู่กับคำบริกรรม ใจยังสงบลงรวมไปใหม่อีก
ก็ปล่อยไปสักพักแล้วจึงดึงกลับออกมาใหม่
ถ้ารีบถอดพรวดพราดทันที
บางท่านอาจจะปวดศีรษะ หรือเกิดอารมณ์หงุดหงิดได้ เพราะใจยังต้องการความสงบ
ของสมาธิอยู่ แต่เราบังคับออกมา หากไม่รู้จักวิธีออกให้กับจิตของตน
เมื่อทำครั้งต่อไป ใจจะหลาบ ไม่ใคร่ยอมลงรวมเป็นสมาธิ ให้เกิดเป็นปัญหาได้ |