Welcome to

Thai Massage

ความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับการนวดไทย

 

โดยทั่วไปแล้ว หมอนวดมืออาชีพ หรือผู้ที่จะทำหน้าที่ เป็นหมอนวด ไม่ว่าจะเป็นอาชีพเสริม หรือเพื่อช่วยเหลือกันเอง ภายในครอบครัว ควรมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จำเป็น สำหรับการนวดไทย รวมไปถึงการเตรียมตัว เตรียมร่างกายให้พร้อม และปฏิบัติตามที่จะกล่าวต่อไป เพียงแต่จะเข้มข้นเท่าใด ขึ้นอยู่กับระดับของการนำไปใช้

 การเตรียมร่างกายของผู้นวด

1. การฝึกกำลังนิ้ว

สามารถทำได้ โดยฝึกซ้อมยกกระดานทุกวัน ด้วยการนั่งขัดสมาธิเพชร และหย่งมือเป็นรูปถ้วย วางไว้ข้างลำตัว แล้วยกตัวให้พ้นจากพื้น อาจใช้การฝึกโดยบีบขี้ผึ้ง จนอ่อนตัว หรืออาจฝึกนวด กับผู้ป่วยเลย การฝึกกำลังนิ้ว จะทำให้นิ้วมือ มีกำลังแข็งแรง เมื่อใช้นวดผู้ป่วย จะได้มีกำลังเพียงพอ มือไม่สั่น ไม่อ่อนแรง ทำได้ตรงเป้าหมายการรักษา จะทำให้การรักษาได้ผลรวดเร็ว

2. การรักษาสุขภาพทั่วไป

ผู้นวดต้องรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ ทั้งทางกาย และใจ หมั่นออกกำลังกาย ให้ร่างกายแข็งแรง ถ้ารู้สึกว่าไม่สบาย หรือมีไข้ไม่ควรทำการนวด เพราะนอกจาก การนวดจะไม่ได้ผลดี เท่าที่ควรแล้ว ยังอาจแพร่โรคให้กับผู้ถูกนวดได้ และเล็บมือ ควรตัดให้สั้น และดูแลให้สะอาด

 

 แนวทางปฏิบัติการนวด

1. ศีลของผู้นวด

  • ไม่ดื่มสุรา หมายถึง ไม่ดื่มสุราทั้งก่อน และหลังการนวด รวมทั้งการรับประทานอาหาร ที่บ้านของคนไข้ เพราะอาจควบคุมตนเองไม่ได้ และอาจทำให้การนวดไม่ได้ผล รวมทั้ง อาจเป็นการรบกวนคนไข้ และญาติ

  • ไม่เจ้าชู้ หมายถึง ไม่แสดงกิริยาท่าทางลวนลาม หรือใช้คำพูดแทะโลมคนไข้ที่เป็นหญิง หรือถ้าผู้นวดเป็นผู้หญิง ก็ไม่ควรแสดงกิริยายั่วยวนคนไข้ ที่เป็นผู้ชาย ต้องนวดด้วยความสุภาพเรียบร้อย พูดคุยแต่พอควร

  • ไม่หลอกลวง หมายถึง ไม่เลี้ยงไข้ เช่น ถ้าสามารถรักษาโรคนั้นๆ ให้หายได้ภายใน 1-2 ครั้ง ก็ไม่หลอกลวงว่า ต้องนวด 5-6 ครั้ง เพื่อหวังประโยชน์ ลาภ ยศสรรเสริญ

สถานที่อโคจร หมายถึง สถานที่ ที่ไม่ควรทำการนวด

  • โรงพยาบาล เหตุผลเพราะ ในโรงพยาบาล มีหมอเจ้าของไข้อยู่แล้ว จึงไม่เหมาะสม ที่จะไปทำการนวดรักษา และอาจเป็นการรักษาที่ซ้ำซ้อนได้

  • โรงยาฝิ่น

  • โรงน้ำชา

  • บ่อนการพนัน

  • สถานที่สาธารณต่างๆ เช่น ริมถนน ใต้โคนต้นไม้ ฯลฯ

อนึ่งในสมัยปัจจุบัน โรงยาฝิ่น โรงน้ำชาไม่มีแล้ว ถ้าสมัยปัจจุบันก็อาจเปลี่ยนแปลงไปเป็นพวก ไนต์คลับ ผับ ดิสโกเธค ฯลฯ เป็นต้น

2. การแต่งรสมือ หมายถึง การลงน้ำหนักแต่ละรอบ และจังหวะของการลงน้ำหนัก ซึ่งการลงน้ำหนักนิ้วมือที่กด มี 3 ระดับ คือ

  • น้ำหนักเบา ประมาณ 50 % ของน้ำหนัก ที่สามารถลงได้สูงสุด

  • น้ำหนักปานกลาง ประมาณ 70 % ของน้ำหนัก ที่สามารถลงได้สูงสุด

  • น้ำหนักมาก ประมาณ 90 % ของน้ำหนัก ที่สามารถลงได้สูงสุด

การลงจังหวะนิ้วมือในการนวด จังหวะในการลงน้ำหนักแต่ละครั้ง มี 3 จังหวะ คือ

  • หน่วง เป็นการลงน้ำหนักเบา เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อรู้ตัว ไม่เกร็งรับการนวด

  • เน้น ลงน้ำหนักเพิ่มขึ้น บนตำแหน่งที่ต้องการกด

  • นิ่ง ลงน้ำหนักมาก และกดนิ่งไว้ พร้อมกับกำหนดลมหายใจ สั้นยาวตามต้องการ

การลงน้ำหนักเพิ่มขึ้นทีละน้อย ทำให้กล้ามเนื้อสามารถปรับตัว รับน้ำหนักได้ ทำให้ไม่เจ็บ หรือเจ็บป่วยมากขึ้น การลงน้ำหนักมากตั้งแต่เริ่มกด จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งรับทันที และอาจทำให้ตำแหน่งที่กด คลาดเคลื่อนไป และผู้ถูกนวดจะเจ็บมาก หรือระบมได้เช่นกัน

3. การกำหนดลมหายใจ ต้องฝึกหายใจเข้าออก ให้สัมพันธ์กับการลงน้ำหนัก โดยทั่วไปการลงน้ำหนัก ควรกดลงขณะที่ผู้นวดหายใจออก ซึ่งเป็นขณะที่ ร่างกายผ่อนคลาย

การหายใจเข้าออกปกติ 1 ครั้ง เรียกว่า คาบน้อย ส่วนใหญ่ใช้กับการนวดพื้นฐานต่างๆ การหายใจเข้าลึก หายใจออกยาว 1 ครั้ง เรียกว่า คาบใหญ่ ส่วนใหญ่ใช้กับการนวดรักษาโรค และการเปิดประตูลม แต่การเปิดประตูลม มักจะใช้คาบใหญ่ 3 ครั้ง

การกดนวดนานเพียงใดขึ้นกับ ลักษณะของโรค ระยะเวลาที่เป็น และลักษณะของผู้ถูกนวด การกดโดยใช้ระยะเวลาสั้นเกินไป การรักษาจะไม่ได้ผล การกดนานเกินไป ทำให้มือผู้นวด และตำแหน่งที่ถูกนวดระบมได้

4. การกำหนดองศามาตราส่วนหรือท่านวดและการวางมือ เป็นการวางท่านวดของผู้นวด ให้เหมาะสมกับผู้ถูกนวด และตำแหน่งที่นวด เพื่อให้ใช้แรงที่กดนั้น ลงตามจุด และมีน้ำหนักเพียงพอ ที่จะรักษาโรค ซึ่งการวางมือ การวางเท้า การนั่งของผู้นวด ต้องเหมาะกับมือ ที่กดลงบนผู้ป่วย เรียกได้ว่า เป็นสัดส่วนองศา และทิศทางในการนวด โดยทั่วไปแล้ว ขณะที่นวดแขนจะเหยียดตรง เพื่อลงน้ำหนักตามแขน ลงไปสู่นิ้วที่นวด หากมีการงอแขน อาจทำให้น้ำหนักลงไม่ตรงจุด แม้จะใช้น้ำหนักมาก ทำให้การรักษาได้ผลน้อย หรือไม่ได้ผลเลย ซึ่งในการนวดแบบราชสำนัก ได้ให้แนวทางไว้ว่า "แขนตึง หน้าตรง องศาได้"

5. มารยาทในขณะที่ทำการนวด

  • ก่อนทำการนวด ผู้นวดควรสำรวมจิตใจให้เป็นสมาธิ ระลึกถึงคุณครูอาจารย์ สำหรับการนวดแบบราชสำนัก จะมีการยกมือไหว้ผู้ถูกนวด เพื่อเป็นการขอขมา ที่ล่วงเกินบนร่างกาย

  • ขณะนวด ควรนั่งห่างจากผู้นวดพอสมควร ในด้านที่จะทำการนวด ไม่ควรคล่อมตัวผู้ถูกนวด สำหรับการนวดแบบราชสำนัก จะเดินเข่าเข้าหาผู้ถูกนวด อย่างน้อย 4 ศอก และนั่งห่างจากผู้ถูกนวด ประมาณ 1 ศอก และจับชีพจรดูลมเบื้องสูง กับลมเบื้องต่ำ

  • ขณะนวด ไม่ควรก้มหน้า จะทำให้หายใจรดผู้ถูกนวด ซึ่งในการนวดแบบราชสำนัก ได้มีคำกล่าวไว้ว่า "แม้ลมหายใจ ก็ไม่ให้รดพระวรกาย" ขณะทำการนวด จึงมักจะหันหน้าตรงไปข้างหน้า โดยไม่ก้มหน้า และไม่เงยหน้ามองฟ้า อันเป็นการแสดงความไม่เคารพ

  • ขณะทำการนวด ห้ามกินอาหาร หรือสิ่งใดๆ และระมัดระวังการพูด ที่อาจทำให้ผู้ถูกนวดตกใจ สะเทือนใจ หรือหวาดกลัว ควรซักถาม และสังเกตอาการอยู่เสมอ ควรหยุดเมื่อผู้ถูกนวดขอให้พัก หรือเจ็บปวดจนทนไม่ไหว

6. ข้อควรระวังในการนวด

  • ในกรณีที่นวดท้อง ไม่ควรนวดผู้ที่รับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ (ไม่เกิน 30 นาที)

  • ไม่นวดให้เกิดการฟกช้ำมากขึ้น หรือมีอาการอักเสบซ้ำซ้อน

  • กรณีผู้สูงอายุ โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน โรคความดัน โลหิตสูง ต้องระมัดระวังในการนวด

  • ไม่ควรนวดผู้ที่มีอาการอักเสบติดเชื้อ คือ มีไข้มากกว่า 38 องศา เซลเซียส ปวด บวม แดง ร้อน

  • ไม่ควรนวดผู้ที่หลังประสบอุบัติเหตุใหม่ๆ ควรได้รับการช่วยเหลือข้างต้น และตรวจวินิจฉัย ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ หากเกินความสามารถ ควรประสานความร่วมมือ กับแพทย์แผนปัจจุบัน

  • ข้อห้าม หรือข้อควรระวังอื่นๆ ที่กล่าวไว้เฉพาะแต่ละโรค หรืออาการ

 

 ข้อปฏิบัติหลังการนวด

1. คำแนะนำสำหรับผู้นวด หากผู้นวดมีอาการปวดนิ้วมือ ให้แช่มือในน้ำอุ่น เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น หรือใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบมือ และนวดคลึง บริเวณเนินกล้ามเนื้อฝ่ามือ และรอบข้อนิ้วมือ

2. คำแนะนำสำหรับผู้ถูกนวด

  • งดอาหารแสลง เช่น อาหารมัน อาหารทอด หน่อไม้ ข้าวเหนียว เครื่องใน สัตว์ เหล้า เบียร์ ของหมักดอง

  • ห้าม สลัด บีบ ดัด ส่วนที่มีอาการเจ็บปวด

  • ท่ากายบริหารเฉพาะโรค หรืออาการ

  • คำแนะนำอื่นๆ เช่น หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นมูลเหตุเกิดโรค

 

 ความรู้เกี่ยวกับโรคทางหัตถเวช (นวดแบบราชสำนัก)

1. โรคที่สามารถใช้การนวดรักษาได้

  • อัมพาตหน้า 5 ชนิด : ตาหลับไม่ลง, ยักคิ้วไม่ได้, ปากเบี้ยว

  • ขากรรไกรค้าง : หุบปากไม่ลง, คางห้อยลง

  • ขากรรไกรอักเสบ : เป็นข้างเดียว, อ้าปากไม่ขึ้น ถ้ากัดฟัน ฟันจะไม่เสมอกัน

  • หูอื้อ ลมออกหู มีเสียงดังในหู

  • ลมตะกัง

  • กระดูก สัญญาณ 4 และ 5 หลัง ลมปลายปัตคาดบ่า

  • โรคตกหมอน (กล้ามเนื้อเคล็ด)

  • คอเอียงในเด็กเล็ก : ส่วนมากจะเป็นมาแต่กำเนิด

  • หัวไหล่ติด หัวไหล่อักเสบ ชูแขนไม่ได้ เท้าแขนไม่ได้

  • หัวไหล่เคลื่อน หัวไหล่เบี่ยง เกิดจากอุบัติเหตุ

  • ลมปลายปัตคาดข้อศอก

  • ข้อศอกเคลื่อน

  • ข้อมือเคลื่อน

  • ก้อนปมหลังมือ

  • สันนิบาตมือตก

  • ลำบองข้อมือด้านนิ้วโปร่ง

  • ลมปลายปัตคาดข้อมือ

  • นิ้วไกปืน (เอ็นอักเสบตรงโคนนิ้ว งอนิ้วเข้าจะมีเสียงดังแก๊ก)

  • นิ้วมือซ้น

  • ลมปลายปัตคาด สัญญาณ 1 และ 3 หลัง

  • กระดูกสันหลังคด, แอ่น

  • กระดูกสันหลังงอ, ค่อม

  • ลำบองข้อกระดูกสันหลัง (มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง)

  • ยอกหลัง : มี 2 ชนิด คือ ยอกเดี่ยว (หลังข้างเดียว), ยอกสะดุ้ง

  • ขัดสะโพก : ไขว่ห้างไม่ได้

  • ข้อสะโพกเคลื่อน : ไม่สามารถงอขาได้

  • จับโปงเข่า

  • เข่าเบี่ยง

  • สะบ้าบิ่น ลูกสะบ้าเคลื่อน ขาเหยียดไม่ตรงแต่สามารถงอขาเข้าได้

  • จับโปงข้อเท้า : การบวมข้อเท้า กลายเป็นสันนิบาตข้อเท้าตกได้

  • ข้อเท้าแพลง

  • ลมปลายปัตคาดส้นเท้า เอ็นบริเวณส้นเท้าอักเสบ

  • ข้อนิ้วเท้าซ้น

  • สันนิบาตข้อเท้าตก

  • กระดูกแขนขาหัก

  • กล้ามเนื้ออักเสบจากการกีฬา

  • อัมพาต 5 ชนิด คือ อัมพาตครึ่งซีก, ครึ่งท่อน, แขน, ขา, ทั้งตัว

  • ดานเลือด : มีเลือดคั่งค้างในโพรงมดลูก

  • ดานลม : ท้องผูก, อุจจาระแข็ง, กินไม่ได้, นอนไม่หลับ, ปลายมือปลายเท้าชา

  • มดลูกเคลื่อน 3 ชนิด

  • มดลูกตะแคง

  • มดลูกต่ำ คือ มดลูกเคลื่อนตัวไปทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อย

  • มดลูกลอย คือ มดลูกเคลื่อนตัวสูงขึ้น ลักษณะคือ ผายลมทางช่องคลอด

2. โรคที่ห้ามนวด

  • มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส

  • ไข้พิษ ไข้กาฬ อีสุกอีใส งูสวัด เริม

  • โรคผิวหนัง

  • โรคติดต่อ เช่น วัณโรค

 

By

www.samunpri.com